คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

7 TIPS ที่จะเปลี่ยนยากิโซบะธรรมดาให้อร่อยเลิศเหมือนมืออาชีพ!

7 TIPS ที่จะเปลี่ยนยากิโซบะธรรมดาให้อร่อยเลิศเหมือนมืออาชีพ!

ในเมืองไทยเราสามารถหาซื้อยากิโซบะที่มีผงปรุงรสอยูในบรรจุภัณฑ์มาปรุงเองได้ง่ายที่บ้าน อย่างไรก็ตามการนำยากิโซบะมาผัดให้อร่อยนั้นทำกันไม่ได้ทุกคน มารู้ทิปส์ 7 ข้อที่จะเปลี่ยนยากิโซบะธรรมดาให้อร่อยเหมือนมืออาชีพทำกันนะคะ

7 TIPS ที่จะเปลี่ยนยากิโซบะธรรมดาให้อร่อยเหมือนมืออาชีพ

1. ล้างเส้นยากิโซบะก่อนนำมาผัด

การล้างเส้นยากิโซบะก่อนนำมาผัดจะล้างเอาน้ำมันและกลิ่นของสารที่เคลือบผิวเส้นออก ทำให้ได้กลิ่นที่แท้จริงของเส้นยากิโซบะ

2. เติมต้นหอมญี่ปุ่นลงไปผัดด้วย

ต้นหอมญี่ปุ่นจะช่วยเพิ่มรสชาติของยากิโซบะให้เข้มข้นมากขึ้น

3. ผัดแยกเส้นและเครื่องก่อนนำมาผสมกันทีหลัง

การผัดแยกเส้นจะทำให้กลิ่นหอมของเส้นยากิโซบะไม่ถูกเจือจางด้วยเครื่องที่เป็นผักและเนื้อสัตว์ ทำให้ได้ยากิโซบะรสชาติอร่อย อีกทั้งการแยกผัดจะไม่ทำให้อุณหภูมิของกระทะลดลง ทำให้ได้ยากิโซบะกรอบอร่อย

4. ผัดขิงในน้ำมันก่อนใช้ผัดเส้นยากิโซบะ

กลิ่นหอมของขิงจะแทรกเข้าสู่เส้นยากิโซบะ ทำให้อร่อยยิ่งขึ้น

5. ผัดผักและเนื้อสัตว์ด้วยน้ำมันหมู

กลิ่นหอมจากน้ำมันหมูเมื่อผสมกับผักจะให้รสอร่อยลุ่มลึก

6. นึ่งเส้นและเครื่องที่ผัดแยกกัน

การนึ่งโดยใช้สาเกพรมลงไปบนเส้นยากิโซบะจะทำให้เส้นยากิโซบะมีความหอมนอกและหนึบใน

7. เติมเครื่องปรุงที่เส้นยากิโซบะ

การเติมเครื่องปรุงที่เส้นยากิโซบะและผสมให้เข้ากันก่อนนำไปผสมกับผักและเนื้อจะทำให้ได้รสชาติยากิโซบะที่เข้มข้นและอร่อยกว่าการผสมเครื่องปรุงลงไปในส่วนผสมทั้งหมดทีเดียว

วิธีการทำยากิโซบะรสชาติอร่อยเหมือนมืออาชีพ

วัตถุดิบ

  • เส้นยากิโซบะพร้อมผงปรุงสำหรับ 3 คน
  • ขิง 1 แง่ง
  • หอมใหญ่ ¼ หัว
  • กะหล่ำปลี 1/6 หัว
  • ต้นหอมญี่ปุ่น 10 เซนติเมตร
  • ถั่วงอก ½ ถุง
  • หมูสามชั้นสไลด์บาง 120 กรัม
  • น้ำมันหมู 10 กรัม
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. หั่นกะหล่ำให้เป็นชิ้นเล็กๆ หั่นหอมและต้นหอมญี่ปุ่นให้มีขนาดบาง ล้างถั่งงอกให้สะอาด และหั่นหมูสามชั้นสไลด์บางให้มีความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

2. ล้างเส้นยากิโซบะในน้ำและวางในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ตั้งกระทะบนไฟกลางแล้วเติมน้ำมันงาลงไป จากนั้นเติมขิงหั่นลงไป ผัดจนขิงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้วจึงตักขิงขึ้น เติมเส้นยากิโซบะลงไป ผัดกึ่งย่างจนเส้นยากิโซบะเป็นสีน้ำตาลทั้งสองด้าน จากนั้นจึงตักขึ้นจากกระทะพักไว้ในภาชนะ

 

ผัดขิงให้เป็นสีน้ำตาล
เส้นยากิโซบะที่ผัดกึ่งย่างจนมีสีน้ำตาลอ่อน

3. เติมน้ำมันหมูลงไปในกระทะ ใส่หอมใหญ่ลงไปผัดจนใส เติมกะหล่ำปลีและต้นหอมญี่ปุ่นลงไป ผัดจนพอนิ่ม แต่ระวังอย่าให้ต้นหอมญี่ปุ่นเละ จากนั้นเติมหมูลงไปผัดจนสุก

4. ใช้ตะหลิวเขี่ยผักและหมูไปรวมกันที่ด้านหนึ่งของกระทะ จากนั้นเติมเส้นยากิโซบะลงไปอีกข้างหนึ่งของกระทะ พรมด้วยสาเกปรุงอาหารเล็กน้อย หากไม่มีสาเกปรุงอาหารก็ใช้น้ำพรมลงไปเล็กน้อยก็ได้ ปิดฝากระทะและนึ่งเป็นเวลา 1 นาทีด้วยไฟอ่อน

5. เปิดฝากระทะและเติมผงปรุงรสหรือเครื่องปรุงลงไปบนเส้นยากิโซบะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากับผักและหมูอีกที เติมถั่วงอกลงไปผัดด้วยไฟแรงจนถั่งงอกสุก แล้วจึงตักเสิร์ฟ รับประทานกับขิงดอง (Beni shoga) หรือสาหร่ายป่นอะโอโนริ

เติมเครื่องปรุงลงไปบนเส้นยากิโซบะ
คลุกเคล้าเครื่องปรุงให้เข้ากัน
ยากิโซบะ

หากไม่ชอบขั้นตอนที่มากเกินไปก็เพียงแยกผัดเส้นและเครื่อง แล้วนำมานึ่งก่อนเติมเครื่องปรุงไปคลุกเคล้ากับเส้นโซบะก็จะได้โซบะที่อร่อยมากกว่าการนำมาผัดและปรุงรสรวมกันแล้วค่ะ ลองดูนะคะ แล้วจะเห็นถึงรสชาติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ        สล็อตเว็บตรง

เก็บสตรอว์เบอร์รีแบบ DRIVE THRU กลางกรุงโตเกียว!

เก็บสตรอว์เบอร์รีแบบ DRIVE THRU กลางกรุงโตเกียว!

ท่ามกลางความหวาดกลัวเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงแผลงฤทธิ์เล่นงานผู้คนไม่ยอมหยุดง่ายๆ ในกรุงโตเกียว รวมทั้งเสียงเตือนจากทางการให้หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นในช่วงวันหยุดที่กำลังจะมาถึง ครอบครัวชาวญี่ปุ่นหลายครอบครัวจึงต่างรู้สึกได้ถึงความอึดอัดและเบื่อหน่ายที่ต้องทนอยู่แต่ภายในบ้านสำหรับฤดูหนาวปีนี้

ขับรถไปเก็บสตรอว์เบอร์รีกันดีกว่า

Afromance ผู้ประสานงานจัดกิจกรรมต่างๆ จึงผุดแนวคิดกิจกรรมกลางแจ้งที่มีความปลอดภัยเพื่อให้คนญี่ปุ่นได้สนุกกันในภาวะที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถี new normal แบบนี้ โดยคอนเซ็ปต์ล่าสุดก็นับว่าแปลกและจินตนาการบรรเจิดมาก นั่นคือกิจกรรมเก็บสตรอว์เบอร์รีแบบ Drive Thru!

กิจกรรมเก็บสตอเบอร์รี่นี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของหน่วยงานด้านการเกษตรญี่ปุ่นในจังหวัดซากะ โดยได้เนรมิตซุ้มสตอเบอร์รี่ขึ้นมาที่ใกล้ๆ ฐานของโตเกียวทาวเวอร์ แล้วตั้งชื่องานว่า “อิจิโกะซัง” เพราะ “อิจิโกะ” แปลว่าสตรอว์เบอร์รี แล้วก็เติม “ซัง” เข้าไป ลักษณะของงานเป็นสวนสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนที่มีหลังคาและระบบระบายอากาศ

ใครอยากเข้าไปชมสวนและชิมผลไม้นี้ก็ให้ขับรถเข้าไปตามช่องทางที่จัดไว้ พอขับรถเข้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นผลสตรอว์เบอร์รีสุกแดงห้อยระย้ากับใบสีเขียว ถ้าอยากเก็บก็คว้าเลยโดยไม่ต้องลงจากรถ แค่เปิดกระจกหน้าต่างเอื้อมมือไปเก็บมาก็ได้แล้ว

ถ้าได้ผลสดๆ ยังไม่จุใจ เมื่อออกจากเตนท์สวนสตรอว์เบอร์รีแล้วก็ยังมีขนมเป็นแซนด์วิชสตรอว์เบอร์รีสุดพิเศษฝีมือร้านขนมปังยอดนิยมทาคาโชมอบให้ด้วย ตามด้วยสมูธตี้สตรอว์เบอร์รีที่ผลิตขึ้นโดยการควบคุมดูแลของ “บีไบเบิล” ร้านสมูธตี้ที่เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพยอดเยี่ยม ใช้วัตถุดิบแท้

 

สวนผลไม้กลางกรุงนี้จะปรากฏโฉมให้ยลและชิมกันเพียงสองวันเท่านั้นคือ 15-16 มกราคม 2564 สามารถซื้อบัตรเข้าชมงานได้ทางระบบออนไลน์ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 17 ธันวาคม 2020 ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น

ราคาผู้ใหญ่ 2,800 เยน/คน รวมการเก็บผลสตรอว์เบอร์รี ขนมพิเศษสองชุด และบัตรชมดาดฟ้าหอคอยโตเกียวอีกหนึ่งใบ ข่าวแจ้งว่า บัตรมีจำนวนจำกัดสำหรับ 153 คู่ เน้นให้นำรถยนต์ไปเอง ไม่มีบริการรถเช่า ส่วนขนมมีจำหน่ายต่างหากสำหรับคนที่ไม่ใช้รถก็ซื้อชิมได้จ้า        สล็อตเว็บตรง

”โยโชคุ” vs “อาหารกุ๊กช็อป” อาหารฝรั่งดัดแปลงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใกล้กัน แต่สถานะการมีอยู่ผิดกัน?

”โยโชคุ” vs “อาหารกุ๊กช็อป” อาหารฝรั่งดัดแปลงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยใกล้กัน แต่สถานะการมีอยู่ผิดกัน?

“โยโชคุ” หรือ “อาหารฝรั่ง” อย่างคนญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไร? ถ้าพูดถึง “โยโชคุ” ว่ามีอะไรบ้าง รับรองร้อง “อ๋อ” ก็ ทงคัตสึ ไงครับ ข้าวแกงกะหรี่ นี่ก็เป็น “โยโชคุ” หรืออาหารฝรั่งอย่างญี่ปุ่นอีกหนึ่งอย่าง ถ้าท่านผู้อ่านเข้าใจมาตลอดว่ามันเป็นอาหารญี่ปุ่น ยินดีด้วยครับ ที่ท่านผู้อ่านได้รับรู้แล้วว่า “อาหารฝรั่งแบบญี่ปุ่น” นั้นประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น เหมือนกับที่อาหาร “จีน” หลายเมนูได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในชีวิตประจำวันของคนไทย อย่างราดหน้า ผัดซีอิ๊ว คะน้าหมูกรอบ อะไรพวกนี้

ในขณะที่อาหารฝรั่งดัดแปลงอย่าง “โยโชคุ” นั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในอาหารในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นและมีวิวัฒนาการไปได้เรื่อยๆ (เช่นจาก “สปาเก็ตตี้” ญี่ปุ่นก็จะมีสปาเก็ตตี้ใส่เห็ด สปาเก็ตตี้ใส่เม็นไทโกะ ข้าวห่อไข่ (อันนี้ก็โยโชกุนะครับ) ก็มีไส้ข้าวผัดพลิกแพลงดิ้นได้ไปเรื่อยๆ) เมืองไทยเราก็มี “อาหารฝรั่งดัดแปลง” อย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “อาหารกุ๊กช็อป” เช่นกัน แต่สถานการณ์การมีอยู่ของอาหารกุ๊กช็อปกลับกลายเป็นคนละเรื่องกับโยโชคุ คือเมื่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นอาหารที่พ้นสมัยแล้วก็แทบจะหายไป ที่ยังมีอยู่ก็เรียกได้ว่ามีอยู่ในฐานะ “อาหารย้อนยุค” อาหารฝรั่งดัดแปลงทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร เราจะมาศึกษาดูกันนะครับ

โยโชคุ (洋食)

อาหารตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อใด? จริงๆ แล้วอาหารตะวันตกรุ่นแรกซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่า “อาหารนัมบัง” (南蛮料理) ถูกนำเข้าโดยชาวโปรตุเกสและชาวสเปน ในยุคที่โอดะ โนบุนากะ ยังมีบทบาทโลดแล่นอยู่ แต่ “ร้านอาหารฝรั่ง (อย่างคนญี่ปุ่น)” นั้นจริงๆ เกิดมีขึ้นในญี่ปุ่นในปลายยุคเอโดะ ตั้งแต่ปีบุนคิวที่ 3 (พ.ศ. 2406) ที่นางาซากิ ชื่อร้าน “เรียวรินเทย์”  (良林亭) โดยนายคุซาโนะ ทาเคคิจิ ซึ่งอาศัยลักจำเอาวิธีทำอาหารฝรั่งตอนทำงานเป็นคนล้างจานที่สถานีการค้าของชาวดัทช์ที่เดจิมะ นางาซากิ ต่างหาก

ร้าน “เรียวรินเทย์” เป็นร้านเล็กๆ ขนาดแค่ 6 เสื่อ รับลูกค้าได้ทีละไม่เกิน 6 คน แถมต้องเดินไปจองล่วงหน้าด้วย จะกินพรุ่งนี้อย่างน้อยวันนี้ต้อง “เดิน” ไปจอง (สมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์นะครับ) และราคาอาหารก็แพงขนาดที่เทียบค่าเงินปัจจุบันเท่ากับราว  13,000 เยน (อาหารมื้อละเกือบสี่พันบาทเลยนะครับ) เป็นร้านที่มีไว้ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เอาไว้รับแขกต่างชาติ (ว้าว) ตอนหลังก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น “จิยูเทย์” (自遊亭) และ “จิยูเทย์” (自由亭) และดำเนินกิจการจนถึงปีเมจิที่ 20 (พ.ศ. 2430)

อย่างไรก็ดี อาหารฝรั่งที่ถูกนำเข้ามาในยุคเมจิ ผ่าน “กุ๊ก” ของนักการเมืองที่เดินทางมาเพื่องานวิเทศสัมพันธ์ หรือกุ๊กของเรือเดินสมุทรจากต่างประเทศ น่าจะเป็นต้นแบบของ “อาหารฝรั่งแบบญี่ปุ่น” มากกว่า และบรรดาร้าน “อาหารฝรั่ง” ก็เริ่มมีเปิดขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2414 ถึง ปี พ.ศ. 2416 เช่นร้าน “เซโยคัง” (精養軒) และร้านอื่นๆ ที่โตเกียว แต่ถึงจะเป็นที่นิยมก็ตาม ในยุคเมจินั้น “อาหารฝรั่ง” ก็ยังเป็นของที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับชาวบ้าน

แล้วจาก “อาหารฝรั่งต้นตำรับ” กลายเป็น “อาหารฝรั่งแบบญี่ปุ่น” (หรือ “โยโชคุ”) ได้อย่างไร?

เหตุผลง่ายๆ คือ สมัยนั้นบางทีมันยากที่จะหาวัตถุดิบให้ได้ตามสูตรต้นตำรับเป๊ะๆ (โปรดนึกเปรียบเทียบกับ “กะละแม” ซึ่งมันก็คือ “คาราเมล” ฉบับไทยทำ ใส่กะทิแทนนม อย่างนั้นหละครับ) จึงเกิดการดัดแปลง หรือบางกรณีพ่อครัวก็จงใจคิดอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อให้ถูกรสนิยมของคนญี่ปุ่น จึงอย่าแปลกใจที่จาก cutlet  จะกลายเป็น “ทงคัตสึ” จาก croquette จะกลายเป็น “โครอกเกะ” จาก curry อย่างอังกฤษ จะกลายเป็น “คาเร่ไรซ์” (ข้าวแกงกะหรี่) แล้วยังเกิดมี คาคิฟราย (หอยนางรมชุบเกล็ดขนมปังทอด) เอบิฟราย (กุ้งชุบเกล็ดขนมปังทอด) ออมไรซ์ (ข้าวห่อไข่) ดังนั้น พอเข้ายุคไทโชจนถึงต้นยุคโชวะ “อาหารฝรั่ง” จึงเริ่มแพร่หลายในคนหมู่มากจนถึงทุกวันนี้

นอกจาก “โยโชคุ” ที่เรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักและจดจำไปทั่วโลกในฐานะที่เป็น “อาหารญี่ปุ่น” ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมี “โยโชคุ” อีกหลายอย่างที่อาจจะเป็นที่รู้จักและกินในวงแคบกว่านั้น คือนิยมกันเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งจะขอยกมาดังนี้

สปาเก็ตตี้นาโปลิตัน (ナポリタン)

เมนูนี้เกิดที่โยโกฮาม่า แถมยุคแรกเริ่มยังไม่ได้ใส่ซอสมะเขือเทศกับพริกหวานด้วย สมัยนี้กลายเป็นสปาเก็ตตี้ซอสแดงๆ ที่พบได้ทั่วไปตามร้านกาแฟ

 

ลันช์ (ランチ)

คำว่า “ลันช์” ในที่นี้ หมายถึงชุดอาหารสำหรับเด็กที่ใส่อาหารหลายๆ อย่างในจานเดียว ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในยุค 80 เป็นอาหารที่เกิดในร้านจำพวก family restaurant ตามห้าง

ฮัมบากุ (ハンバーグ) เป็นอาหารที่คลี่คลายมาจาก Hamburg steak

 

ฮายาชิไรซ์ (ハヤシライス) มันคือข้าวราดเนื้อตุ๋นซอสเดมิกลาซ์หรือซอสมะเขือเทศ ชื่อ “ฮายาชิ” คาดว่าจะมาจากชื่ออาหารฝรั่งที่เรียกว่า hash คือเอาเนื้อวัวสับกับหอมใหญ่ผัดกับมันฝรั่ง

 

ชิกกิ้นไรซ์ (チキンライス) คือข้าวหุงหรือผัดซอสมะเขือเทศใส่ไก่

ปิลาฟ (ピラフ) มีที่มาจากอาหารตุรกีคือ pilau คือข้าวใส่เครื่องเทศแล้วหุงด้วยน้ำซุป แต่ “ปิลาฟ” อย่างญี่ปุ่นกลายเป็นเอาข้าวขาวมาใส่เครื่องปรุงอย่างฝรั่งแล้วผัด กลายเป็นข้าวผัดไปก็มี

 

โซเต้ (ソテー) มาจากคำว่า Sauté หมายถึงเอาอาหารจำพวกหมู ไก่ ผัก มาผัดในกระทะแบนๆ

มูนิเอล (ムニエル) มาจากภาษาฝรั่งเศส Meunière คือปลาผัดกับแป้งกับเนย

สตูว์ (シチュー) เป็นอาหารอังกฤษ แต่อาหารฝรั่งแบบญี่ปุ่นนั้นมีการคิดทำบีฟสตูว์และครีมสตูว์เป็นอาหารขายในฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว

กะหล่ำปลีม้วน (ロールキャベツ) มีมาแต่ยุคเมจิ ทุกวันนี้กลายเป็นของต้มอย่างหนึ่งในโอเด้ง

กราตัง (グラタン) มาจากคำว่า Gratin (กราแตง) หมายถึงการอบด้วยเตาอบให้ผิวมันมีสีไหม้ๆ หน่อย เอามันฝรั่งหรืออาหารทะเลใส่ซอสขาวกับชีสแล้วอบ เป็นอาหารคลาสสิกในฝรั่งเศส

โดเรีย (ドリア) เป็นอาหารที่นาย Saly Weil เชฟใหญ่คนแรกของ Yokohama Hotel New Grand คิดทำขึ้น ในช่วงต้นยุคโชวะ มันคือกราแตงใส่เนื้อหรือปลาต้มครีมและชีสราดข้าวแล้วเอาไปอบ

 

อาหารกุ๊กช็อป

“อาหารกุ๊กช็อป” หรืออาหารฝรั่งอย่างจีนไหหลำ มีปรากฏในเมืองไทยในฐานะอาหารในภัตตาคารหลังจาก “โยโชคุ” มาก น่าจะแค่ราวกลางศตวรรษที่ยี่สิบเท่านั้น (แม้จะมีวรรณกรรมบางอันกล่าวว่ากุ๊กคนจีนไหหลำทำอาหารฝรั่งนั้นมีเข้ามาเพื่อทำอาหารรับแขกบ้านแขกเมืองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ตาม แต่มีร้านกุ๊กช็อปที่กล่าวอ้างว่าร้านของตนเปิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475) มีผู้กล่าวว่าอาหารฝรั่งแบบนี้เกิดจากการที่คนจีนไหหลำในยุคที่ฝรั่งเอาเมืองใหญ่ๆ ของจีนอย่างฮ่องกงหรือเซี่ยงไฮ้เป็นอาณานิคมของตนนั้น ได้เรียนอาหารฝรั่งแบบครูพักลักจำจากการที่ไปทำงานร้านอาหารฝรั่ง ก็เลยจำมาทำกินโดยดัดแปลงรสชาติ รูปลักษณ์ ใส่เทคนิคการทำอาหารบางอย่างอย่างอาหารจีนเข้าไป (เนื้อสตูว์ซี่โครงหมูที่เอาซี่โครงหมูไปทอดก่อน หรือสเต็กที่ราดน้ำเกรวี่ที่ดูแล้วออกจะเหมือน “น้ำราดหน้า” มากกว่าซอสอย่างฝรั่ง) พอฝรั่งบางคนด้วยหน้าที่การงานต้องมาทำงานเมืองไทย กลัวจะหาอาหารอย่างที่เคยกินไม่ได้ เลยพาเอาพ่อครัวพวกนี้มาด้วย ต่อมาพ่อครัว (จีนไหหลำ) เหล่านี้ก็เลยขยับออกมาเปิดร้านอาหารเอง โดยร้านอาหาร “กุ๊กช็อป” พวกนี้มักจะกระจุกตัวในย่านสีลม ศาลาแดง พระรามสี่ สุริวงศ์ เพราะเป็นย่านของบริษัทฝรั่ง ลูกค้าก็คือคนทำงานบริษัทฝรั่งแถวนั้น

เท่าที่พบในวรรณกรรม พอจะยกตัวอย่างของ “อาหารกุ๊กช็อป” ได้ดังนี้

แกงกะหรี่ไก่ เสิร์ฟกับขนมปังกะโหลกกับเนย
สตูว์ลิ้นวัว
สลัดกุ้ง
สลัดเนื้อส้นทอด
หมูอบราดซอสเกรวี่และถั่วลันเตา
กิลิต (Cutlet) กุ้ง

 

อย่างไรก็ดี หลังทศวรรษที่ 60 อาหารฝรั่งแบบ “กุ๊กช็อป” ก็เสื่อมความนิยม พอปลายยุค 80 เป็นต้นมาคนไทยเริ่มอ้าแขนรับอาหารฝรั่งแบบ “อเมริกัน” มากขึ้น และมันก็กลายเป็นของที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้มากกว่า แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ไปจนถึงร้านสเต็กในห้าง กลายเป็นอาหารฝรั่ง “กระแสหลัก” สำหรับคนไทย จนคลี่คลายมากลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์แบบไทยๆ อย่างสยามสเต็ก (เบอร์เกอร์ใส่ไข่ดาวและสับปะรดกระป๋อง ทุกวันนี้ยังมีอยู่นะครับ ลองหากินได้ตามซุ้มในมหาลัย ที่ท่าพระจันทร์ ณ ปี พ.ศ. 2562 ก็ยังมีอยู่นะครับ) และสเต็กราคาถูกข้างทางในเวลาต่อมา ไม่นับอาหารบางเมนูที่ถูกคิดประดิษฐ์หรือดัดแปลงแล้วก็เข้าไปอยู่ตามร้านอาหารไทยตั้งแต่ร้านในห้างไปจนถึงร้านอาหารตามสั่ง อย่างข้าวผัดอเมริกัน มักกะโรนีผัด สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมา สปาเก็ตตี้ซอสหมู เมื่ออาหารฝรั่งอย่างอเมริกันได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมการกินของคนไทย การมีอยู่ของ “อาหารกุ๊กช็อป” ก็เลยเป็นอย่างที่เป็น คือไม่ใช่อาหารกระแสหลัก คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก และอาจเรียกได้ว่านับวันถอยหลังที่จะสูญหายไป

เหตุใดอาหารกุ๊กช็อปถึงไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารในชีวิตประจำวันของคนไทยได้เมื่อเปรียบเทียบกับ “โยโชคุ” ของญี่ปุ่น และก็อาหารฝรั่งแบบไทยๆ ที่รับอิทธิพลมาจากอาหารฝรั่งอย่างอเมริกัน จะขอวิเคราะห์เป็นข้อๆ ดังนี้

1. “โยโชคุ” ของญี่ปุ่นนั้น หลายเมนูนั้น ๑ เอาไปต่อยอดดัดแปลงต่อได้อีก ๒ ถูกทำให้กลายเป็นของชาวบ้านได้ สองปัจจัยนี้ทำให้มันคงอยู่ได้ไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง “ทงคัตสึ” จากทงคัตสึ ก็กลายเป็นคัตสึด้ง (คือเอาไปราดข้าว) แล้วก็กลายเป็นคัตสึซันโดะ (แซนวิชไส้ทงคัตสึ) แค่มันเป็นคัตสึด้งนี่ก็กลายเป็นของชาวบ้านละ แล้วยังดัดแปลงต่อไปอีกโดยยังมีเอกลักษณ์แต่ก็มีความวาไรตี้ เช่น จากกินกับซอสทงคัตสึก็เปลี่ยนเป็นกินกับโอโรชิพอนซุแทน อะไรแบบนี้ ในขณะที่ภาพจำของอาหารกุ๊กช็อปคือ มันเป็นอาหารนอกบ้านอย่างไรก็อย่างนั้น ซึ่งก็ไม่ได้มีปัจจัยอะไรที่จะเอาไปดัดแปลงต่อยอดได้ มันกลายเป็นอาหารที่มีลักษณะเฉพาะตายตัวไป และจำกัดจำเพาะว่าจะกินอาหารแบบนี้ก็ต้องไปที่ร้านแบบนี้

2. เมื่อ “อาหารกุ๊กช็อป” กลายเป็นอาหารที่ลักษณะตายตัวและจำกัดจำเพาะ มันก็ขาดการทำให้แพร่หลายออกไป พอยุคสมัยเปลี่ยนไป มีอาหารฝรั่งแบบอเมริกันมาเป็นตัวเปรียบเทียบ คือกินง่ายกว่า ดูทันสมัยกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า (มีทั่วไปตามห้างจนกระทั่งไปๆ มาๆ มีไปทั่วแม้แต่นอกห้าง) คนก็หันไปหาสิ่งนั้นมากกว่า ในขณะที่ร้านกุ๊กช็อปนั้นจากวรรณกรรมพบว่าบางร้านมีท่าทีไม่อยากจะต้อนรับลูกค้า หรือไม่ชอบลูกค้าแปลกหน้า คิดแต่จะขายของกับลูกค้าประจำหน้าเดิมเท่านั้น หากมีทัศนคติแบบนี้ก็รอวันแตกดับไปเท่านั้น อาหารกุ๊กช็อปหลายอย่างถูกแทนที่เปลี่ยนรสนิยมได้ไม่ยาก เช่น สลัด กลายเป็นว่าสลัดอย่างร้านกุ๊กช็อปกลายเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งที่คนไม่รู้จักหรืออาจจะ “ย้อนยุค” ไปแล้ว คือผู้คนสมัยใหม่รับรู้สลัดในแบบอื่นไปแล้ว (เช่นสลัดบาร์ในร้านอาหาร) หรือสเต็ก คนไทยก็ไปรับรู้สเต็กอย่างอเมริกันตามร้านอาหารในห้างไปแทนแล้ว เป็นต้น

3. อาหารยิ่งทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้ฝีมือ เครื่องปรุงหรืออุปกรณ์อะไรพิเศษแล้วยิ่งแพร่หลายได้ง่าย อุตสาหกรรมอาหารทำให้อาหารหลายอย่างเป็นของในครัวเรือนหรือขายตามร้านในราคาถูกได้ไม่ยาก เช่นทงคัตสึหรือเอบิฟราย (ทำกึ่งสำเร็จจากโรงงาน เราแค่เอาไปทอด) มักกะโรนีผัดที่แค่ซื้อเส้นสำเร็จมาต้ม ผัดใส่ซอสมะเขือเทศ ใส่หมู/ไก่/กุ้ง ก็ได้กินแล้ว ซึ่งลักษณะนี้ไม่พบในอาหารกุ๊กช็อป

ผู้เขียนขอจบการวิเคราะห์เท่านี้ก่อนนะครับ เพราะรู้สึกหิว ถามว่าอยากลองกินอาหารกุ๊กช็อปไหม คงต้องรอไปเที่ยวกรุงเทพฯ ก่อนถึงจะได้กินล่ะครับ จริงๆ นานแล้วน่าจะสักเกือบสิบปีก่อนที่ร้านเป็ดย่างพูลสินก็มีเมนูหนึ่งซึ่งจัดเป็นเมนูกุ๊กช็อปเช่นกันคือ “สลัดเนื้อสัน” ผู้เขียนกินแล้วก็อร่อยนะครับ มันก็เป็นอะไรที่ old-fashioned จริงๆ ส่วนเมนู “โยโชคุ” บางอย่างที่อยู่ที่ญี่ปุ่นหากินง่าย เช่น ฮัมบากุ สปาเก็ตตี้นาโปลิตันนั้น มาอยู่เมืองไทยกลายเป็นหากินยากขึ้นครับ (คืออาจมีเป็นบางร้านแต่ก็ไม่ได้นึกอยากสั่งกิน) บางอย่างมาอยู่ไทยไม่เคยได้กินอีกเลยเช่น ฮายาชิไรซ์ เป็นต้น บางทีเบื่ออาหาร “กระแสหลัก” แบบเดิมๆ ที่กินตามห้าง ลองกินอะไรแบบนี้มันก็ดีนะครับ ขอให้เจริญอาหารนะครับ        สล็อตเว็บตรง

เพิ่มปริมาณแม้เจอวิกฤตโควิด!! เบื้องหลังแนวคิดของ BLUE SEAL ไอศกรีมเจ้าดังของโอกินาวะ

เพิ่มปริมาณแม้เจอวิกฤตโควิด!! เบื้องหลังแนวคิดของ BLUE SEAL ไอศกรีมเจ้าดังของโอกินาวะ

“เกิดที่อเมริกา แต่เติบโตที่โอกินาวะ” อาจเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมกับ “BLUE SEAL ICE CREAM” 「ブルーシールアイスクリーム」

หากใครเคยไปเที่ยวจังหวัดโอกินาวะ คงพอรู้ว่าจังหวัดนี้มีบรรยากาศและวัฒนธรรมของตัวเองที่อาจจะไม่ค่อยเหมือนญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยกันทั่วไปเท่าไรนัก นอกจากนี้โอกินาวะยังได้รับอิทธิจากวัฒนธรรมและแนวคิดของประเทศสหรัฐอเมริกามาค่อนข้างมาก ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

BLUE SEAL ถือกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้แบรนด์ Foremost Blue Seal ต่อมามาเปิดตัวที่โอกินาวะในปี 1948 และได้รับความนิยมจนแทบจะกลายเป็นแบรนด์ไอศกรีมประจำจังหวัดโอกินาวะไปแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ BLUE SEAL ตัดสินใจประกาศการเปลี่ยนปริมาณของไอศกรีมแบบถ้วยที่วางขายหน้าร้านและร้านค้าปลีกใหม่ โดยเพิ่มปริมาณจากขนาด 135 มิลลิลิตร เป็น 162 มิลลิลิตร ซึ่งสร้างปรากฏการยอดขายถล่มทลายในวันที่วางจำหน่ายวันแรก จนว่ากันว่ายอดขายวันนั้นพอๆ กับยอดขายปกติของไอศกรีมถ้วยที่ขายได้ทั้งเดือนเลยทีเดียว

โอกาสในวิกฤต

แม้ว่าโอกินาวะจะเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 1.5 ล้านคน แต่เป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในญี่ปุ่นและจากต่างประเทศ ในช่วงเวลาปกติ มีข้อมูลว่ามีนักท่องเที่ยวมาเยือนจังหวัดโอกินาวะถึงปีละประมาณ 10 ล้านคน

ในปี 2019 ช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 BLUE SEAL มียอดขายรวมถึงปีละ 2,500 ล้านเยน (ประมาณ 750 ล้านบาท) แต่เพราะโควิด-19 ทำให้ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในโอกินาวะได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนทำให้ยอดขายในปี 2020 ลดลงถึง 750 ล้านเยน (ประมาณ 220 ล้านบาท)

ว่ากันว่า 85% ของคนที่มาเที่ยวโอกินาวะ เป็นคนที่เคยมาแล้วประทับใจเลยกลับมาซ้ำ เรียกได้ว่าโอกินาวะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีแฟนคลับขาประจำเป็นจำนวนมาก

 

ในช่วงที่การท่องเที่ยวถูกจำกัดเช่นนี้ มีคนจำนวนมากที่รอคอยการกลับมาโอกินาวะอีกครั้ง ถึงกับมีคนไปต่อคิวซื้อไอศกรีมตามร้านแฟรนไชส์ BLUE SEAL ในเมืองอื่นๆ เพียงเพื่อให้หายคิดถึงโอกินาวะเลยทีเดียว

นอกจากนี้ แม้ว่ายอดขายหน้าร้านและส่วนที่ส่งขายตามโรงแรมที่พักจะลดลง แต่ไอศกรีมที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าปลีกต่างๆ กลับเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ลูกค้าต้องพยายามเก็บตัวอยู่บ้าน สินค้าที่ขายมายาวนานกว่า 50 ปีอย่างแซนด์วิชไอศกรีม “โพล่า แบร์” (ポーラベアー) ก็ได้รับความนิยมจนมีการออกรสใหม่ออกมาเรื่อยๆ

Polar Bear ไอศกรีมที่ขายดีมาอย่างยาวนานของ BLUE SEAL

แต่สินค้าที่ขายดีที่สุดคงหนีไม่พ้นไอศกรีมแบบถ้วย ที่มีรสชาติต่างๆ ให้เลือกหลากหลาย เป็นสินค้าที่ชาวโอกินาวะผูกพันและคุ้นเคยกับรสชาติและแพ็จเกจจิ้งเป็นอย่างดี ว่ากันว่าไอศกรีมถ้วยนี้ถูกนำไปเป็นของหวานในมื้อกลางวันของเด็กๆ ในโรงเรียนที่โอกินาวะเลยทีเดียว

ไอศกรีมถ้วยรูปโฉมใหม่

เมื่อเดือนเมษายน 2021 ที่ผ่านมา BLUE SEAL ตัดสินใจออกไอศกรีมถ้วยที่เพิ่มปริมาณขึ้นถึง 20% แต่ราคาขายยังคงเดิมที่ 151 เยน (ประมาณ 45 บาท) โดยบริษัทได้ทุ่มงบโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้าใหม่นี้ผ่านทั้งทางสื่อต่างๆ และทางดิสเพลย์ที่โชว์ในร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ

 

การที่ BLUE SEAL เพิ่มปริมาณไอศกรีมแบบถ้วยแต่ยังสามารถขายได้ในราคาเดิมนั้น ทางบริษัทได้ไปลดต้นทุนในส่วนอื่นแทน นั่นคือใช้เทคโนโลยีการผลิตแพจเกจจิ้งที่สามารถถ้วยบางขึ้น และใช้กระดาษจำนวนน้อยลงถึง 6 ตันต่อปี

ในตอนนั้นมีการเริ่มใช้คำโปรโมท BLUE SEAL ว่า “วัตต้า ไอซ์” (わったーアイス) ซึ่งเป็นการใช้ภาษาท้องถิ่นของโอกินาวะคำว่า “วัตต้า” (わったー) ที่แปลว่า “ของพวกเรา” เพื่อจะสื่อว่า BLUE SEAL นั้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคนโอกินาวะ หากใครที่มาเยือนจังหวัดนี้ ถ้าไม่ได้กินไอศกรีม BLUE SEAL ก็เหมือนมาไม่ถึงโอกินาวะนั่นเอง

BLUE SEAL เป็นที่รักของชาวโอกินาวะ

นอกจากนี้ BLUE SEAL ยังมีส่วนในการช่วยสมทบทุนในการซ่อมแซมปราสาทชูริ (首里城) โบราณสถานสำคัญของโอกินาวะที่ได้รับความเสียหายจากการเกิดเพลิงไหม้เมื่อเดือนตุลาคม 2019 โดยบริษัทจะสมทบทุนจากรายได้ 1 เยนจากทุกๆ สินค้าที่ขายได้ ให้กับกองทุนซ่อมแซมปราสาท ยิ่งเป็นการตอกย้ำคำพูดที่ว่า BLUE SEAL เป็นแบรนด์ของคนโอกินาวะ เพื่อคนโอกินาวะเข้าไปอีก

BLUE SEAL มีปรัชญาการดำเนินธุรกิจคือ “ไอศกรีมที่นำมาซึ่งรอยยิ้ม” (アイスがもたらす笑顔のために) ช่างตรงกับสิ่งที่ BLUE SEAL ทำมาตลอดคือการให้ความสำคัญกับลูกค้าและท้องถิ่นซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ ไม่แปลกใจเลยที่ชาวโอกินาวะ หรือคนที่ชื่นชอบในความเป็นโอกินาวะจะผูกพันและหลงรักไอศกรีมแบรนด์นี้กันนะคะ    สล็อตเว็บตรง

“Hamster Monaka” ขนมโมนากะที่น่ารักที่สุดจากร้านดังในเกียวโต!

“Hamster Monaka” ขนมโมนากะที่น่ารักที่สุดจากร้านดังในเกียวโต!

โมนากะ ขนมพื้นบ้านญี่ปุ่นมีลักษณะคล้ายเวเฟอร์ นิยมสอดไส้ถั่วแดงหรือเกาลัด น่าจะเป็นขนมญี่ปุ่นของโปรดของใครหลาย ๆ คน แต่จะให้กินโมนากะธรรมดาก็คงน่าเบื่อเกินไป ร้านขนมญี่ปุ่นในเกียวโตจึงได้ทำโมนากะรูปหนูแฮมสเตอร์ที่แสนน่ารักออกมา แถมยังทำท่าถือถั่วไว้บนท้อง ยิ่งเพิ่มความน่ารักเป็น 2 เท่า!

ハムスターモナカ (Hamster Monaka) จัดทำโดยร้าน Aoki Kouetsudou ร้านขนมเก่าแก่ของเกียวโตที่มีประวัติยาวนานถึง 129 ปี ร่วมกับบริษัท 2-niji ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบและวางแผนสินค้า สำหรับสินค้าชิ้นนี้ ใน 1 กล่องจะประกอบด้วยแผ่นโมนากะรูปแฮมสเตอร์ 6 ชิ้น ถั่วแดง 6 ซอง และถั่ว 1 ถุง

วิธีทำก็ง่ายมาก เพียงแกะแผ่นโมนากะออกจากกัน แล้วเติมไส้ถั่วแดงลงไป ประกบแผ่นโมนากะอีกแผ่น แล้ววางถั่วลงไปบนท้องของเจ้าแฮมสเตอร์ เท่านี้ เราก็จะได้แฮมสเตอร์โมนากะคิ้วท์ ๆ แล้ว~ ไม่ว่าจะเป็นหู ตา จมูก ปาก หรือแก้มตุ่ย ๆ ทั้ง 2 ข้างก็ออกแบบมาอย่างน่ารัก เห็นแล้วใจละลายไม่กล้าทานเลย

และด้วยความที่เป็นขนมโมนากะแบบทำเอง เราจึงสามารถนำมา DIY ดัดแปลงให้แปลกใหม่ขึ้นได้ตามที่ต้องการ อย่างเช่น นอกจากถั่วแดงแล้วยังสามารถเปลี่ยนไส้หรือเพิ่มความอร่อยด้วยครีมชีสพร้อมถั่วเล็กน้อย หรือถ้าใครไม่อยากให้น้องถือถั่ว ก็สามารถเปลี่ยนเป็นผลไม้แห้งหรือลูกกวาดน่ารัก ๆ แทนได้

นอกจากนี้ ถ้าใครคิดว่าหน้าตาน้องโล้นไปหน่อย ก็สามารถใช้ช็อกโกแลตเหลวมาเติมหูเติมตาให้น้องได้ น่ารักกว่าเดิมเยอะเลย หรือจะจับน้องนั่งบนโอชิรุโกะหรือซุปถั่วแดงก็เก๋มาก ถ่ายรูปรัว ๆ เลยค่ะ น่ารักที่สุด!

 

Hamster Monaka ราคาอยู่ที่กล่องละ 1,620 เยนรวมภาษี ตัวแพ็คเกจก็มีภาพการ์ตูนแฮมสเตอร์โมนากะน่ารักมากเช่นกัน เหมาะสำหรับเป็นทั้งของขวัญและของฝากที่น่าประทับใจ สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ใครที่ชื่นชอบขนมพื้นบ้านญี่ปุ่น สามารถสั่งซื้อจากร้านค้าออนไลน์ของ Aoki Kouetsudou โดยทางร้านจะเปิดให้สั่งซื้อครั้งต่อไปประมาณต้นเดือนมกราคม 2022 สามารถติดตามทั้ง Facebook Twitter และ Instagram ของร้านได้เลยค่ะ นอกจากขนมโมนากะแล้ว เขายังมีขนมน่ารัก ๆ น่าทานอีกเพียบเลยนะ ^^

ชวนส่องคนญี่ปุ่น! นอกจากบ๊วยดองเขานำผลบ๊วยมาแปรรูปเป็นอะไรได้อีกบ้าง

ชวนส่องคนญี่ปุ่น! นอกจากบ๊วยดองเขานำผลบ๊วยมาแปรรูปเป็นอะไรได้อีกบ้าง

เข้าสู่ช่วงฤดูฝนของญี่ปุ่นแล้ว เป็นช่วงแห่งการเก็บเกี่ยวผลบ๊วยมาเพื่อแปรรูปและถนอมอาหารไว้เพื่อรับประทานได้ทั้งปี อีกทั้งอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปจากบ๊วยยังสามารถนำมารับประทานแก้กระหายและชื่นใจคลายร้อนได้อีกด้วย มารู้กันว่าคนญี่ปุ่นนำผลบ๊วยมาแปรรูปเป็นอะไรกันบ้าง และวิธีการเลือกชนิดของบ๊วยเพื่อใช้ถนอมบ๊วยไว้รับประทานได้ทั้งปีกันค่ะ

บ๊วยดอง

บ๊วยดอง

บ๊วยดองได้มาจากการนำผลบ๊วยมาดองเกลือไว้แล้วนำมาตากแห้ง จากนั้นจึงเก็บใส่ขวดบรรจุภัณฑ์ไว้ โดยชนิดของบ๊วยดองนั้นขึ้นอยู่กับส่วนผสมของเครื่องปรุงที่ใช้ดอง เช่น บ๊วยดองกับเกลือ บ๊วยดองด้วยใบชิโสะแดงเพื่อให้สีบ๊วยมีสีออกชมพูสวยงาม และบ๊วยดองน้ำผึ้งซึ่งเติมน้ำผึ้งลงไปในขั้นตอนการดองเพื่อลดความเค็มของเกลือที่ใช้ดอง การดองบ๊วยใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง แต่ก็ได้บ๊วยดองรสชาติอร่อยที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้ทั้งปี

น้ำเชื่อมบ๊วย

น้ำเชื่อมบ๊วย

น้ำเชื่อมบ๊วยทำได้โดยการนำบ๊วยมาล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วใช้ไม้ปลายแหลมเขี่ยส่วนของขั้วผลออก จากนั้นจึงนำมาเรียงสลับชั้นกับน้ำตาลกรวด ปิดฝาขวดให้สนิทแล้วนำวางไว้ในที่เย็น และหมั่นเขย่าขวดทุกวัน จนกระทั่งน้ำตาลละลายหมดก็จะได้น้ำเชื่อมบ๊วยที่มีกลิ่นหอมและรสหวานอมเปรี้ยวอร่อย ซึ่งสามารถนำมาผสมโซดาหรือน้ำ ดื่มเพื่อสร้างความสดชื่นและบรรเทาความเหนื่อยล้าได้ดี

เหล้าบ๊วยหรืออุเมะชู (Umeshu)

เหล้าบ๊วยได้จากการนำผลบ๊วยที่ผ่านการล้างทำความสะอาด เช็ดจนแห้ง และแกะเอาขั้วผลออกมาเรียงสลับชั้นกับน้ำตาลกรวด จากนั้นเติมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น โซจูหรือบรั่นดีลงไป วางไว้ในที่เย็นจนน้ำตาลละลายหมด  ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนก็จะได้เหล้าบ๊วยที่มีกลิ่นหอมละมุนรสหวานอร่อยถูกใจสาวๆ ผู้ชอบความคลาสสิคแบบญี่ปุ่น

แยมบ๊วย

แยมบ๊วย

แยมบ๊วยทำได้โดยการนำผลบ๊วยมาแกะเมล็ดออกและนำมากวนในน้ำตาล แยมบ๊วยมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวให้ความสดชื่น ที่หาไม่ได้ในแยมจากผลไม้อื่นๆ

บ๊วยเชื่อมน้ำตาล

บ๊วยเชื่อมน้ำตาล

บ๊วยเชื่อมน้ำตาลมีเนื้อสัมผัสนุ่มจากการต้มผลบ๊วยในส่วนผสมของน้ำและน้ำตาล คนญี่ปุ่นนิยมนำบ๊วยเชื่อมมารับประทานกับไอศกรีมหรือโยเกิร์ต

บ๊วยมิโซะ

บ๊วยมิโซะ

บ๊วยมิโสะได้จากการดอกบ๊วยด้วยมิโซะและน้ำตาล ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวเค็มหวานสดชื่น คนญี่ปุ่นนิยมนำบ๊วยมิโซะมารับประทานกับผักแท่ง ซาชิมิ และเนื้อย่าง เป็นต้น

บ๊วยดองโชยุ

การดองบ๊วยวิธีนี้ทำได้โดยผ่าเอาเมล็ดออกจากผลบ๊วย แล้วนำมาดองในโชยุ บ๊วยดองโชยุจะอร่อยมากกับเต้าหู้เย็นและซาชิมิ นอกจากนี้ยังสามารถนำบ๊วยมาสับให้ละเอียดและรับประทานกับข้าวสวยได้ด้วย

วิธีการเลือกชนิดของบ๊วยเพื่อให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในการถนอมอาหาร

ผลบ๊วยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดตามระยะเวลาการสุก คือ บ๊วยเขียว บ๊วยสุก และบ๊วยสุกมาก

บ๊วยเขียว (Oume, 青梅)

บ๊วยเขียว

 

บ๊วยเขียวเป็นบ๊วยที่หาซื้อได้ในช่วงต้นฤดูกาลประมาณต้นเดือนมิถุนายน ผลบ๊วยจะเขียวกรอบและแข็ง เหมาะสำหรับการนำมาทำน้ำเชื่อมบ๊วย เหล้าบ๊วย บ๊วยเชื่อมน้ำตาล บ๊วยมิโซะ และบ๊วยดองในโชยุ แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาทำบ๊วยดอง

บ๊วยสุก (Kanjukuume, 完熟梅)

บ๊วยสุกสีเหลืองอ่อนมีขายในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ผลบ๊วยนิ่มและมีกลิ่นหอม เหมาะที่จะนำมาทำน้ำเชื่อมบ๊วยและเหล้าบ๊วยที่มีกลิ่นหอมละมุน บ๊วยมิโซะหรือแยมบ๊วยก็ได้ แต่ไม่เหมาะที่จะนำมาเชื่อมหรือดองโชยุเนื่องจากผลบ๊วยนิ่มเกินไป

บ๊วยสุกงอม (Chōkanjukuume,  超完熟梅)

บ๊วยสุกเกิน

บ๊วยชนิดนี้มีจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนถึงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นบ๊วยที่ดีที่สุดในการนำมาทำบ๊วยดองและแยมบ๊วยที่มีกลิ่นหอมละมุน

การถนอมอาหารจากบ๊วยเป็นงานละเอียดที่ต้องใช้เวลา แต่บ๊วยแปรรูปที่ได้จากการถนอมอาหารเหล่านี้สร้างคุณค่าทางใจและการดื่มด่ำกับอาหารตามฤดูกาลไปพร้อมกับรสชาติอร่อยถูกปากสมาชิกในบ้านค่ะ      สล็อตเว็บตรง

พาไปกินร้านชานมสุดฮิตย่านฮาราจูกุ ที่ร้านแมวเหมียว NONARA PEARL

พาไปกินร้านชานมสุดฮิตย่านฮาราจูกุ ที่ร้านแมวเหมียว NONARA PEARL

ตอนนี้ชานมไข่มุกกำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งไม่ว่าจะที่ประเทศไทยหรือประเทศญี่ปุ่น และแน่นอนว่าประเทศญี่ปุ่นเองก็มีร้านชานมจากไต้หวันมาเปิดให้เลือกไปลองกันมากมายหลายร้านไม่แพ้ที่ไทยเลย วันนี้เราจะพาไปชิมเจ้าชานมไข่มุกร้านใหม่ที่เพิ่งมาเปิดที่ตึก Laforet ในย่านฮาราจูกุ

ร้านแมวเหมียว NONARA PEARL (ノナラパール)

 

ร้านชาเขียวน้องแมวเหมียวสีชมพูนี้เพิ่งเปิดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาที่ห้าง Laforet ย่านฮาราจูกุ โดยได้รับความนิยมอย่างมากจากสาว ๆ ญี่ปุ่น ที่ทั้งถูกใจรสชาติ และเมนูชาต่าง ๆ ที่มีให้เลือกสรร และแน่นอนว่าเป็นเพราะสามารถถ่ายรูปน่ารัก ๆ เอาไปลงในอินสตาแกรมกันได้อีกด้วย

จุดเด่นที่สุดของร้านนี้ก็จะเป็นมาสคอตสัญลักษณ์ของร้านที่เป็นน้องแมวเหมียวสีชมพูน่ารัก ซึ่งไม่ว่าสาว ๆ คนไหนก็ต้องมาถ่ายรูปกับเจ้าตัวนี้

น้องแมวมาสคอตประจำร้าน

สำหรับเมนูของชาก็มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชานมแบบปกติทั่วไป หรือจะเป็นชาเขียวก็มีให้เลือก แถมยังมีชาผลไม้ให้เลือกอีกด้วย และแน่นอนเราสามารถเลือกความหวานได้ตามใจชอบ เริ่มตั้งแต่หวานพิเศษ 125% ไปจนถึงไม่ใส่น้ำตาล 0%)

 

ในครั้งนี้ที่ไปลองมา เราเลือกชานมปกติใส่ไข่มุก Black Milk Tea ไซส์ M ความหวาน 25% และใส่น้ำแข็งปกติ ราคา 470 เยน (ตัวชา 420 เยน + ไข่มุก 50 เยน) ส่วนตัวรู้สึกว่ารสชาติของชาแก้วนี้ไม่เข้มข้นมาก และความหวานที่ระดับ 25% ก็ถือว่าไม่หวานจนเกินไป

Black Milk Tea ไซส์ M

ขอเชิญชวนและแนะนำสาวกชานมไข่มุกให้แวะมาลองร้านน้องแมวเหมียวร้านนี้กันนะ แต่ขอเตือนหน่อยว่าด้วยความที่ร้านนี้น่ารักมากกกก ใครแวะมาวันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดละก็ อาจจะต้องทำใจต่อแถวกันสักหน่อยนึงน้า…    สล็อตเว็บตรง

รายละเอียด
ชื่อร้าน: NONARA PEARL (ノナラパール)
เวลาทำการ 11:00-21:00
ที่อยู่: ตั้งอยู่ชั้น 2 ของห้าง Laforet
การเดินทาง: รถไฟ JR Yamanote มาลงที่สถานี Harajuku แล้วเดินต่อ 5 นาที,
รถไฟใต้ดินสาย Chiyoda หรือสาย Fukutoshin มาลงที่สถานี Meiji-jingu mae(Harajuku) ทางออก 5 แล้วเดินต่อ 1 นาที,
รถไฟใต้ดินสาย Chiyoda หรือสาย Hanzomon หรือสาย Ginza มาลงที่สถานี Omotesando ทางออก A2 แล้วเดินต่อ 7 นาที

9 มรดกโลกแห่งโอกินาวา: ทามาอุดุน สุสานบรรพกษัตริย์แห่งริวกิว

9 มรดกโลกแห่งโอกินาวา: ทามาอุดุน สุสานบรรพกษัตริย์แห่งริวกิว

ห่างออกไปจากประตูชูเรมอน (守礼門) ของปราสาทชูริ (首里城) เพียง 3 นาทีเพื่อนๆ จะเจอกับกำแพงหินที่มีประตูรั้วเล็กๆ และป้ายไม้ที่เขียนว่ามรดกโลก (世界遺産) ในนั้น คือทามาอุดุน (玉陵) สุสานบรรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชที่ 2 (第二尚氏王) แห่งอาณาจักรริวกิว (琉球王国) หรือจังหวัดโอกินาวา (沖縄県) ในปัจจุบัน

“ทามาอุดุน” แปลว่าอะไร?

ทามาอุดุนถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1501 โดยกษัตริย์โช ชิน (尚真王) เพื่อเป็นที่บรรจุพระศพของพระบิดา กษัตริย์โช เอ็น (尚円王) ของราชวงศ์โชที่ 2 ชื่อ “ทามาอุดุน” ประกอบด้วยคันจิสองตัว ได้แก่ “ทามะ (玉)” ที่ ณ ที่นี้หมายถึงวิญญาณ และ “มิซาซางิ (陵)” หรือออกเสียงว่า “อุดุน” ในภาษาถิ่นที่หมายถึงสุสานหรือเนินเขา เมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า “พระราชนิเวศน์แห่งดวงวิญญาณ” เมื่อคิดตามความหมายแล้วอาจมองได้ว่าที่นี่เป็นพระราชวังของโลกหน้ามากกว่าที่จะเป็นเพียงสุสาน

ภาพวาดกษัตริย์โช ชิน

ภายในทามาอุดุนเป็นยังไง?

แม้ว่าประตูที่เปิดเข้าไปด้านในของสุสานจะปิดอยู่ แต่ใต้อาคารสำนักงานของทามาอุดุนมีนิทรรศการรูปถ่ายข้างในสุสานพร้อมคำอธิบายให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน ทามาอุดุนมีทั้งหมด 3 ห้องได้แก่ห้องตะวันออก (東屋) ห้องกลาง (中屋) และห้องตะวันตก (西屋) ห้องกลางเป็นห้องสำหรับเก็บรักษาพระบรมศพและพระศพก่อนจะประกอบพิธีล้างกระดูก (洗骨) หลังประกอบพิธีล้างกระดูกแล้ว พระบรมอัฐิของกษัตริย์และพระอัครมเหสีจะถูกเก็บรักษาในห้องตะวันออก (ถ้าหันหน้าเข้าหาสุสานห้องจะอยู่ซ้ายมือของเพื่อนๆ) ส่วนพระอัฐิของพระบรมศานุวงศ์องค์อื่นจะอยู่ที่ห้องตะวันตก

พระราชวงศ์องค์สุดท้ายที่ได้รับการฝังในทามาอุดุนคือโช เท็น (尚典) อดีตมงกุฏราชกุมารในกษัตริย์โช ไท (尚泰) กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรริวกิวซึ่งหลับใหลอยู่ในทามาอุดุนเช่นกัน

ศิลาจารึกของทามาอุดุน

แม้ว่าตัวสุสานจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามโอกินาวา (沖縄戦) ในปีค.ศ. 1945 แต่ตัวอาคารของสุสานก็ยังคงรูปร่างเดิมและได้รับการบูรณะอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน แต่นอกจากนั้น ถ้าเพื่อนๆ ได้เข้าไปในลานกว้างหน้าสุสานจะเห็นศิลาจารึกอันหนึ่งตั้งอยู่ ซึ่งศิลาจารึกนี้คือศิลาจารึกของทามาอุดุนที่มีมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1501 จวบจนปัจจุบัน นับเป็นปาฏิหาริย์ที่ศิลาจารึกในที่โล่งแบบนี้สามารถรอดพ้นการทิ้งระเบิดในสงครามมาได้

 

บนศิลาจารึกมีข้อความที่ถูกสลักไว้ นอกจากรายพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ควรได้รับการฝังที่นี่แล้ว เนื้อหายังมีใจความต่ออีกว่า “หากแม้นมิใช่เช่นนั้น ขอผู้นั้นจงถูกสวรรค์กลืนกินดินธรณีสูบ” เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมบนศิลาจารึกถึงไม่มีพระนามของพระโอรสองค์โตและองค์รองอยู่ แต่ทาคาระ คุราโยชิ (高良倉吉) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์โอกินาวาได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ศิลาจารึกมีข้อความดังกล่าวนั้นอาจเพราะมีความขัดแย้งในพระราชสำนัก ณ ขณะนั้นก็เป็นได้

นอกจากศิลาจารึกนี้แล้ว ยังมีปริศนาอีกมากมายเกี่ยวกับทามาอุดุนและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ไม่ได้รับการฝังที่นี่อยู่ นับเป็นอีกที่หนึ่งที่ยังคงฝังปริศนาของอาณาจักรริวกิวอยู่ค่ะ เพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวของราชงศ์แห่งริวกิวไม่ควรพลาด          สล็อตเว็บตรง

อ้างอิงเนื้อหาจาก
高良倉吉(2013)「玉陵」『沖縄の世界遺産』,pp.58-59

อยู่กับดินที่ยาจิมุนโดริ ถนนคนติดดิน

อยู่กับดินที่ยาจิมุนโดริ ถนนคนติดดิน

ถ้าเป็นถนนชื่อดังในเมืองนะฮะ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของจังหวัดโอกินาว่าแล้ว หลายคนคงจะนึกถึงคกคุไซโดริ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและแสงสี แต่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ยังมีถนนอีกเส้นที่เงียบสงบไม่ไกลจากคกคุไซโดรินักซึ่งเหมาะกับเพื่อนๆ ที่อยากลองหาความเงียบในเมืองใหญ่ค่ะ และถนนที่ว่าคือยาจิมุนโดริ (やちむん通り)

ถนนคนติดดิน ยาจิมุนโดริ

ยาจิมุนโดริ หรือชื่อเต็มคือสึโบยะยาจิมุนโดริ (壺屋やちむん通) เป็นถนนสายเล็กๆ เดินเท้าจากคกคุไซโดริง่ายๆ เพียงห้านาทีแต่บรรยากาศต่างกันลิบลับ

“ยาจิมุน” เป็นคำในภาษาถิ่นหมายถึง “เครื่องเผา” ซึ่งก็ตรงตามชื่อเลยว่าถนนสายนี้เป็นถนนที่รวมร้านและแกลเลอรี่ของช่างทำเครื่องปั้นดินเผาหลายเจ้ามาไว้ในที่เดียวกัน โดยศิลปะการทำเครื่องปั้นดินเผานี้มีประวัติความเป็นมากว่า 300 ปีตั้งแต่สมัยที่จังหวัดโอกินาวาเคยเป็นอาณาจักรริวกิว (琉球王国) มาก่อน ในขณะที่วัฒนธรรมหลายอย่างของอาณาจักรริวกิวสูญหายไปหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โชคยังดีที่ภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผาและถนนสายนี้ปลอดภัยจากสงคราม จึงยังเหลือวัฒนธรรมพื้นบ้านให้ผู้ชื่นชอบของทำมือได้มาสัมผัสอย่างทุกวันนี้ค่ะ

 

ย้อนเวลากลับไปกลับมาที่พิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสึโบยะ

ถ้าเพื่อนๆ เดินจากคกคุไซโดริมาก็จะเจอกับพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาสึโบยะ (壺屋焼物博物館) ซ่อนตัวอยู่หลังศูนย์ขายเครื่องปั้นดินเผา ค่าเข้าชมนั้นอยู่ที่  350 เยนต่อคน ถ้ามาเป็นกลุ่มจะอยู่ที่ 280 เยน ณ จุดนี้ เราขอหย่อนข่าวดีไว้นิดนึงว่า นัก-เรียน-นัก-ศึก-ษา-เข้า-ฟรี-ค่ะ แม้แต่นักเรียนแลกเปลี่ยนก็เข้าฟรีได้เช่นกัน เพียงแสดงบัตรนักเรียน (ของสถานศึกษาที่ญี่ปุ่น) ให้พนักงานที่เคาน์เตอร์ซื้อตั๋วก็สามารถเข้าชมได้เลย เพื่อนๆ ที่ชอบศิลปะและประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาด

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งส่วนนิทรรศการออกเป็นสองส่วน โดยชั้นหนึ่งจะจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาเรียงตามแต่ละยุคสมัยให้เราได้เห็นภาพเครื่องปั้นดินเผาที่ต่างกันไปตามแต่ละยุค และชั้นสองจะเป็นส่วนที่จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาที่มีเอกลักษณ์รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ เครื่องปั้นดินเผาทั้งหมดที่ถูกนำมาจัดแสดงถือว่ามีความหลากหลาย มีทั้งถ้วยชาม โอ่ง ไห หรือแม้แต่หีบสำหรับเก็บกระดูกของผู้ล่วงลับก็มี สำหรับชั้นสามจะเป็นโซนจัดแสดงนิทรรศการตามแต่จะมีศิลปินมาเช่าเพื่อจัดแสดงค่ะและยังเชื่อมกับสวนบนดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์ด้วย

 

ตามหาเครื่องปั้นดินเผาที่ถูกใจ

ถึงจะเป็นถนนสายเล็กๆ แต่ที่นี่มีน้องแมวมารอต้อนรับแขกอยู่เยอะมาก และที่เยอะกว่าน้องแมวคือร้านค้าที่มีผลงานส่งตรงจากศิลปินมาให้เราเลือกซื้อกัน นอกจากเครื่องปั้นดินเผาแนวศิลปะดั้งเดิม ที่นี่ก็ยังมีเครื่องปั้นดินเผาแนวร่วมสมัยให้เราเลือกซื้อกันได้อีกด้วยค่ะ ถึงตอนแรกผู้เขียนจะตั้งใจมาหาซื้อเครื่องปั้นดินเผาแบบท้องถิ่นติดไม้ติดมือกลับไป แต่สุดท้ายที่ตกลงปลงใจซื้อคือเครื่องปั้นดินเผาจากร้าน Utsuwa ค่ะ

ร้าน Utsuwa เป็นร้านที่มีทั้งเครื่องปั้นดินเผาที่ประยุกต์ศิลปะดั้งเดิมให้ร่วมสมัย และเครื่องปั้นดินเผาดีไซน์เฉพาะของร้านให้เลือ ถ้าเพื่อนๆ ถูกใจผลงานชิ้นไหน สามารถขอให้พี่ๆ พนักงานนำผลงานชิ้นอื่นที่มีดีไซน์แบบเดียวกันมาให้เลือกได้ค่ะ ทั้งนี้เพราะผลงานแต่ละชิ้นเป็นงานทำมือ ดังนั้นทุกชิ้นจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่ แต่บางชิ้นก็เป็นผลงานที่มีชิ้นเดียวในร้าน หมดแล้วคือหมดเลย เมื่อได้ชิ้นที่ชอบแล้วและอยากดูผลงานชิ้นอื่นต่อ เพื่อนๆ สามารถฝากเครื่องปั้นดินเผาที่ถูกใจไว้ที่พนักงานไว้แล้วค่อยไปคิดตังค์ทีเดียวได้ค่ะ

หนึ่งในผลงานที่ ผู้เขียนขอแนะนำ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากได้เครื่องปั้นดินเผาที่สะท้อนภาพทะเลโอกินาวาคือผลงานชิ้นนี้ จานใบนี้เป็นจานที่โดดเด่นด้วยเนื้อกระเบื้องสีขาวที่ล้อมแก้วสีฟ้าทะเลตรงใจกลางไว้ ซึ่งที่มาของทะเลในจานใบนี้คือแก้วจากเกาะอิชิกาคิ (石垣島) ที่ช่างปั้นวางไว้ตรงใจกลางจานก่อนนำเข้าเตาเผา ทำให้แก้วหลอมละลายติดเข้ากับเนื้อกระเบื้องจนได้สีทะเลโอกินาว่าอย่างที่เห็น

อยู่กลางดินกินกลางทราย

นอกจากร้านเครื่องปั้นดินเผาแล้ว ในถนนสายนี้ยังมีคาเฟ่ให้เพื่อนเข้ามาหลบนั่งพักเงียบๆ ได้ค่ะ เช่นร้าน Fenukama (南窯) ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมในเครื่องปั้นดินเผาของทางร้าน ให้เราได้จิบกาแฟไปพร้อมๆ กับเลือกของในร้านได้

 

หรือจะร้าน UCHINA CAFÉ BUKU-BUKU ที่เสิร์ฟชาบุกุบุกุ (ぶくぶく茶)  พร้อมขนมพื้นเมืองโอกินาว่าอย่างจินสุโค นอกจากนี้ตัวร้านยังเป็นแกลเลอรี่จัดแสดงผลงานเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย

มีคำกล่าวว่ายาจิมุนโดริคือที่ที่เราจะได้มาพบกับเครื่องปั้นดินเผาที่ใช่ ไม่แน่ว่าถ้วยชาหรือแก้วกาแฟใบโปรดใบใหม่ของเพื่อนๆ อาจจะรออยู่ที่นี่ก็เป็นได้ค่ะ    สล็อตเว็บตรง

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคลมแดด (Heat Stroke) ในระหว่างการท่องเที่ยวญี่ปุ่น

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคลมแดด (Heat Stroke) ในระหว่างการท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่นนั้นอากาศจะร้อนและอบอ้าวมาก ความร้อนอบอ้าวที่ต่อเนื่องในหน้าร้อนของญี่ปุ่นทำให้มีผู้เสียชีวิตและล้มป่วยจากโรคลมแดดในแต่ละปี มาดูอาการของโรคลมแดดและวิธีป้องกันการเกิดโรคลมแดดกันนะคะ

โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร

ฮีทสโตรกเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่สูงขึ้นมากได้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอยู่ในบริเวณที่อุณหภูมิสูงมากเป็นเวลานานร่วมกับภาวะที่ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการต่างๆ ได้แก่ อ่อนเพลีย ไม่มีเหงื่อออก เวียนหัว หน้ามืดจะเป็นลม คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็วและหายใจตื้น มีอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วตลอดเวลาแม้จะพักแล้วก็ตาม กล้ามเนื้อเกร็งเป็นตะคริว ชักเกร็ง หมดสติ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันการเกิดโรคลมแดดเมื่อมาท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

-สวมเสื้อผ้าและกางเกงที่หลวมและระบายอากาศได้ดี

-ดื่มน้ำและเครื่องดื่มเกลือแร่ (Sport drinks) ซึ่งในญี่ปุ่นสามารถหาซื้อได้ง่ายจากตู้กดอัตโนมัติหรือร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วไป ตัวอย่างเครื่องดื่มเกลือแร่ในญี่ปุ่นได้แก่ Pocari Sweat, Aquarius และ Green Dakara เป็นต้น

-กางร่ม ใส่หมวก และทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้าน

-พกพัดญี่ปุ่น (Sensu; 扇子) พัดอุชิวะ (Uchiwa;うちわ) หรือพัดลมพกพา ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านร้อยเยนทั่วไป

-ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานานหรือการออกกำลังกายกลางแดด

-หากต้องการออกกำลังกายก็ควรดื่มน้ำประมาณ 700 มิลลิลิตรก่อนออกกำลังกายประมาณ 2 ชั่วโมง หรือดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ประมาณ 250 มิลลิลิตร ในขณะที่ออกกำลังกายก็ให้ดื่มน้ำหรือน้ำดื่มเกลือแร่ทุก 20 นาทีแม้ไม่กระหายก็ตาม

 

-หากอยู่ในบ้านก็ควรเปิดหน้าต่าง พัดลม หรือเปิดแอร์คลายร้อน

-หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ซึ่งจะเสริมให้ร่างกายสูญเสียน้ำ

-ควรรู้ข้อจำจัดของตัวเอง หากรู้ว่าร้อนและเหนื่อยก็ควรหยุดพักในที่ร่มหรือในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ญี่ปุ่นได้ชื่อว่าร้อนมากเป็นประวัติศาสตร์ ฮีทสโตรกกลายเป็นประเด็นข่าวดังที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ติดตามและระวังตัวเองและคนในครอบครัวไม่ให้เกิดเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ถึงแม้ว่าเราจะชินกับเมืองร้อนแต่ขออย่าประมาทกับความร้อนในญี่ปุ่นนะคะ มาเที่ยวให้สนุกและมีสุขภาพที่แข็งแรงกลับไปทำงานต่อกันค่ะ    สล็อตเว็บตรง