ซาคิโตะมรดกด้านมืดแห่งการปฏิวัติ

“ทาคาชิมะ” และ “ซาคิโตะ” มรดกด้านมืดแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมญี่ปุ่นยุคเมจิ

ซาคิโตะมรดกด้านมืดแห่งการปฏิวัติ

ซาคิโตะมรดกด้านมืดแห่งการปฏิวัติ

ซาคิโตะมรดกด้านมืดแห่งการปฏิวัติ

“เกาะอสูรนั้นไซร้ หนึ่งทาคาชิมะ สองฮาชิมะ สามซากิโตะ” (一に高島、二に端島、三で崎戸の鬼ヶ島) หลังจากที่ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวของเกาะฮาชิมะและ “ระบบโรงนา” ไปแล้วก็มีท่านผู้อ่านรีเควสกันเข้ามาว่าอยากจะอ่านเรื่องราวของทาคาชิมะและซากิโตะด้วย วันนี้ก็จะขอนำเสนอตามลำดับต่อไปนี้นะครับ

ทาคาชิมะ

 

“เหมืองถ่านหินทาคาชิมะ” (高島炭鉱) นั้นเป็นเหมืองถ่านหินอันสำคัญในญี่ปุ่นยุคเมจิในยุคที่ “ถ่านหิน” นั้นยังเป็นแหล่งพลังงานกระแสหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทั้งหลาย แล้วที่น่าสนใจก็คือเหมืองถ่านหินในยุคนั้นล้วนอยู่ในเขตจังหวัดนางาซากิในปัจจุบันกันทั้งนั้นด้วย เป็นเหมืองใหญ่ที่มีพื้นที่ขุดเหมือง 28 พื้นที่ กินพื้นที่ 12,480 เฮกตาร์ (ราว 78,000 ไร่) เรียกว่ายิ่งใหญ่จริงๆ และร้อยละ 80 ของผลผลิตนั้นเป็นถ่านโค้กซึ่งใช้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมหนักจำพวกถลุงเหล็กเสียด้วย (ซึ่งสำคัญมากในยุคเมจิที่นักคิดบางคนถึงกับกล่าวว่า ชาติญี่ปุ่นจะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ได้นั้นต้องมีเหล็ก มีปืน มีเรือ)

ประวัติความเป็นมาของเหมืองแห่งนี้ เริ่มตั้งแต่การค้นพบถ่านหินครั้งแรกที่นี่ในปี พ.ศ. 2238 (ปีเก็นโรคุที่ 8) โดยนายโกเฮอิตะ คนบ้านเอะมุคาอิ (江迎) แคว้นฮิเซ็น (肥前国) เวลาผ่านมาพอถึงปี พ.ศ. 2411 ปลายยุคเอโดะ มีการขุดเหมืองถ่านหินอย่างเป็นกิจจะลักษณะโดยนายโธมัส โกลเวอร์ ร่วมทุนกับแคว้นซากะ เปิดเหมือง “โฮคุเคอิ” (北渓井坑) ขึ้นเป็นเหมืองถ่านหินแห่งแรกในญี่ปุ่น ทุกวันนี้เป็นซากโบราณที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว

พอเข้ายุคเมจิ นายโกโต้ โชจิโร่ (後藤象二郎) ได้เข้าซื้อเหมืองแห่งนี้ต่อจากแคว้นซากะอีกทีหนึ่ง แล้วนายเฮนรี่ อิรัสมัส วิศวกรเหมืองแร่ชาวอังกฤษ พยายามปรับปรุงเหมืองให้ทันสมัยแต่ก็ไม่ได้ผล จากนั้นไม่นาน พอปี พ.ศ. 2416 เหมือนแห่งนี้ได้ตกเป็นของรัฐ ปี พ.ศ. 2424 บริษัทมิตซูบิชิได้รับสัมปทานเหมืองแร่ดังกล่าวและก็เริ่มขุดเหมืองอย่างเป็นล่ำเป็นสันแต่นั้นมา

Goto Shojiro
โกโต้ โชจิโร่ (後藤象二郎) อดีตซามูไรแห่งแคว้นโทสะผู้ซึ่งกลายมาเป็นนักการเมืองในยุคเมจิ

แน่นอนว่า ในยุคเมจิ การจ้างแรงงานนั้นใช้ “ระบบโรงนา” ที่เป็นระบบการจ้างงานที่เรียกได้ว่า “ทารุณ” อย่างที่ได้นำเสนอไปแล้ว ซึ่งความทารุณนั้นอยู่ในระดับที่มีคนกล่าวขานว่ามันคือ “เกาะอสูรที่ไม่ขอกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง” (二度と帰れぬ鬼ヶ島) โดนทั้งบริษัทและ “หัวหน้าโรงนา” ขูดรีดสองต่อ สภาพการทำงานที่ไร้มนุษยธรรม ใครหนีจับได้ต้องถูกประชาทัณฑ์ให้ตายให้คนงานคนอื่นดูเป็นเยี่ยงอย่าง จนคนงานก่อจลาจลในปี พ.ศ. 2421 มีคนงานถูกจับกุมร้อยกว่าคน พอปี พ.ศ. 2431 เรื่องราวความทารุณในการปฏิบัติต่อคนงานยังถูกนำมาตีแผ่ในนิตยสาร “คนญี่ปุ่น” โดยผู้สื่อข่าวที่ขื่อ มัตสึโอกะ โคอิจิ ที่ได้เคยเข้าไปทำงานในเหมืองด้วยตัวเอง เป็นผู้ตีแผ่เรื่องนี้ให้เป็นที่รู้กันทั่วญี่ปุ่น จนเกิดกระแสการรณรงค์ในระดับประเทศ และนำไปสู่การยกเลิกระบบโรงนาในปี พ.ศ. 2440

ข้อเท็จจริงที่ได้ถูกตีแผ่ลงในนิตยสาร “คนญี่ปุ่น” นั้นบรรยายว่า คนงานในเหมืองถ่านหินทาคาชิมะนั้น เป็นแหล่งรวมของคนชั้นล่างเช่นนักโทษ ซึ่งอยู่ในสภาพที่ถูกครอบงำด้วยระบบ “แบบศักดินา” ที่ไร้มนุษยธรรม อยู่อาศัยในที่อยู่ที่ถูกคุมขังอย่าง “ห้องปลาหมึก” ถูกใช้ให้ทำงานถึงวันละ 12 ชั่วโมง งานหนัก ค่าแรงต่ำ ทำงานด้วยมือเปล่า และจิตสำนึก (ของนายจ้างหรือหัวหน้าคนงาน) คือ “(คนงาน) ตายไปประเดี๋ยวก็หามาใหม่ได้”

หลังจากนั้นทางบริษัทฯ ก็ได้สร้าง “หอพัก” ของบริษัทฯ ขึ้นมาแทนที่อยู่เลวๆ แบบเดิมๆ ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ทว่า เอาเข้าจริงแล้วหอพักที่ว่าก็ยังเป็นแค่ “ห้องแคบๆ ขนาดแค่สามเสื่อหรือ 4.5 เสื่อ (ราวเจ็ดตารางเมตร)” “คนงานขุดเหมืองอยู่กันเหมือนหมู” ก็คือมันก็ไม่ได้ดีกว่าเดิมเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเช่นนี้จนถึงสิ้นสงครามแปซิฟิก

หลังสงคราม ปริมาณการขุดถ่านหินได้มาถึงจุดสูงสุดในปี พ.ศ. 2509 (ปีโชวะที่ 41) สามารถผลิตถ่านหินได้ถึง 1.27 ล้านตัน มีคนงานมากถึงราว 3,000 คน แต่พอโลกหันมาใช้น้ำมันแทนถ่านหิน จำนวนคนงานและผลผลิตก็ลดลงเรื่อยๆ จนเหมืองถูกปิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 เพื่อ “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม” ลดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นกิจการเหมืองแร่ก็ขาดทุนสะสมถึง 35,000 ล้านเยน เลยทีเดียว ซึ่งพลอยทำให้เมืองทาคาชิมะ (高島町) ที่เคยมีประชากรถึง 17,415 คนในปี พ.ศ. 2513 นั้นมีประชากรเหลือเพียง 6,400 คนในปี พ.ศ. 2527 และลดลงเรื่อยๆ จนเคยกลายเป็น “เมืองที่เล็กที่สุด คนน้อยที่สุดในญี่ปุ่น” มาแล้ว พอปี พ.ศ. 2548 เมืองทาคาชิมะก็ถูกยุบรวมเข้ากับอำเภอนางาซากิ (長崎市) ไป

ซาคิโตะ

 

 

เมืองซาคิโตะ (崎戸町) นั้น ในปัจจุบันก็เป็นเหมือนกับเมืองทาคาชิมะ คือเคยมีอยู่เป็นเมือง เจริญขึ้นมาได้เพราะอุตสาหกรรมถ่านหิน แต่พอหมดยุคถ่านหิน เมืองก็หดตัวลงๆ จนเมื่อปี พ.ศ. 2548 เมืองซาคิโตะก็ถูกยุบไปควบรวมกับเมืองเซย์ฮิ (西彼町) เมืองโอเซะโตะ (大瀬戸町) เมืองไซไค (西海町) เมืองโอชิมะ (大島町) กลายเป็นอำเภอไซไค (西海市) จังหวัดนางาซากิไป

แต่เดิมซาคิโตะเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ทำอาชีพล่าปลาวาฬเป็นหลัก แต่ในช่วงท้ายของทศวรรษที่ 1880 มีชาวประมงพบถ่านหินเข้า การขุดเหมืองถ่านอย่างเป็นล่ำเป็นสันมีขึ้นในปี พ.ศ. 2449 (ปีเมจิที่ 40) ปี พ.ศ. 2486 สามารถผลิตถ่านหินทำสถิติได้ถึง 1,260,000 ตัน ปีต่อมามีคนงานเพิ่มขึ้นจนทะลุเจ็ดพันคน หลังจากนั้นเมืองซาคิโตะมีประชากรเพิ่มขึ้นมาถึงกว่า 25,000 คน จนกลายเป็นเมืองที่มีคนอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดในญี่ปุ่นมาแล้ว ในเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตตั้งแต่โรงหนัง โรงพยาบาล ย่านการค้าอาเขต แต่สุดท้ายเหมืองถ่านหินก็ปิดตัวลงในปี พ.ศ. 2511

ทุกวันนี้ยังมีร่องรอยสิ่งก่อสร้างในยุคเหมืองถ่านหิน จำพวกปล่องควัน ซากเหมืองถ่านหิน และซากสิ่งก่อสร้างที่สะท้อนความรุ่งเรืองในยุคนั้นอยู่ที่เกาะซาคิโตะ (崎戸島) เช่นซากโรงเรียนประถมโชวะ แต่ซากสิ่งก่อสร้างบางอันก็ถูกรื้อไปเนื่องจากเก่าโทรมมากแล้ว

เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เราได้อ่านกันนี้ ได้เห็นภาพอะไรต่างๆ แล้วก็ได้แต่บอกตัวเองครับว่า ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย เคยเจริญรุ่งเรืองได้ก็เสื่อมทรุดโทรมล้มหายตายจากไปได้เช่นกัน แต่ความเจริญรุ่งเรืองบนความคิดพื้นฐานที่ปฏิบัติต่อคนอย่างไม่เท่าเทียมกัน คงจะทำให้เราได้เห็นว่า แม้ความเจริญร่ำรวยบนการเอาเปรียบหรือทารุณต่อผู้อื่นนั้น สุดท้ายก็ไม่อาจยั่งยืนไปได้ ขอฝากไว้ให้เป็นสิ่งเตือนใจครับ สวัสดีครับ  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์